Archive for เดือนกันยายน 14th, 2010

พระพุทธรูปปางนาคปรก

เดือนกันยายน 14, 2010

เป็นพระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิพระหัตถ์ทั้งสองวางหงายซ้อนกันบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาซ้อนทับพระหัตถ์ซ้าย เหมือนปางสมาธิ แต่มีพญานาคขนดร่างเป็นวงกลมเป็นพุทธบังลังก์ และแผ่พังพานปกคลุมอยู่เหนือพระเศียร เมื่อครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกจากใต้ต้นไทร เสด็จไปประทับที่ใต้ต้นจิก ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ฝนเจือลมหนาวตกพร่ำอยู่ตลอด ๗ วันไม่ขาดสาย พระยานาคราช นามว่า มุจลินท์ ราชาแห่งนาคพิภพได้ขึ้นจากใต้บาดาลขนดกายเป็นพุทธบัลลังก์ แล้วแผ่พังพานเหมือนกั้นเศวตฉัตรถวายแด่พระพุทธองค์ปกป้องไม่ให้ฝน ลมฝน ยุง เหลือบ ริ้น ไร และสัตว์เลื้อยคลานมาต้องพระวรกาย เมื่อฝนหยุดพญานาคราชจึงจำแลงกายเป็นชายหนุ่มมาถวายนมัสการต่อพระองค์

Posted in ผลงาน | 1 Comment »

พระนารายณ์ ปาง ราชันย์ประทานพร

เดือนกันยายน 14, 2010

  พระนารายณ์  ปางนี้สร้างขึ้น เพื่อสถิต ณ เทวาลัย นครชัยศรี  เป็นความต้องการของ ท่านพัชรินทร์ ผู้ศรัทธา ในการคารวะองค์เทพ ที่ท่านนับถือ  ท่านได้ติดต่อให้ช่วยออกแบบ และกำหนดรายละเอียด โดยมีเจตนาในการอันเชิญบรมเทพ ท่านนี้ เป็นประธานในเทวาลัย ที่ท่านพัชรินทร์ได้กำหนดสร้างขึ้น ด้วยเจตนานี้  ผมจึงได้ทำการออกแบบ และ ปั้นหล่อ ตามหลักการ ที่ได้ศึกษามา  โดยนำแนวความคิด เรื่องบารมี เป็นหลักในการออกแบบ ภาคแรงบันดาลใจ     เป็นเรื่องที่น่าขบคิดถึงความเป็นมาอยู่ไม่น้อย ต่อแรงความคิดที่ได้นำมาประติดประต่อในเกิดเป็นภาพลักษณแห่งประติมากรรมรูปเคารพ โดยมีจุดนำพาจากแรงศรัทธาจนทำให้เกิดจิตนภาพเป็นรูปแบบรูปทรงแห่งองค์พระนารายณ์  กษัตริย์แห่งเทพ ภาคการรังสรรค์ การจำลองรูปแบบทางความคิด โดยการเขียนภาพจากความคิด( saketch) เป็นภาพร่างที่จะเป็นก้าวแรกของการปั้น ผมเลือกดินเหนียว ในการถ่ายทอดรูปทรงที่จินตนาการออกมา แล้วทำการถอดแบบพิมพ์ ด้วยปูนพลาสเตอร์ เสร็จแล้ว ทำการหล่อขี้ผึ้ง (wax) เพื่อให้สะดวกในการใส่รายละเอียด ด้วยขนาดที่ใหญ่ และมีน้ำหนักมาก จึงต้องวางแผน ในการทำโครงผูกเหล็กอย่างรัดกุม     ภาคเพิ่มรายละเอียด จากดิน [...]

Tags:
Posted in ผลงาน | ไม่ให้ใส่ความเห็น

ศิลปะเป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่

เดือนกันยายน 14, 2010

มนุษย์เราได้เพียรพยายามอยู่ตลอดมาในอันที่จะปลดปล่อยตนเองให้หลุดพ้นจากเครื่องผูกมัดด้วยวัตถุทางกาย จิตใจของมนุษย์ย่อมปรารถนาสิ่งอันสูงส่งและบรรเจิดอย่างแท้จริงและเพื่อความมุ่งหมายเป็นอุดมการณ์ดังนี้ บรรดาท่านนักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ และศิลปิน จึงได้พากันอุทิศชีวิตตลอดอายุขัยของตนเพื่อสิ่งนั้น ปรัชญาวิทยาศาสตร์และศิลปะต่างก็เป็นสิ่งช่วยเสริมส่งซึ่งกันและกัน ร่วมก่อสร้างสิ่งที่เราหมายรู้กันว่าอารยธรรมขึ้นวิทยาศาสตร์เป็นหลักการสำคัญที่จะช่วยบรรเทาความทุกข์ยากทางกายภาคของมนุษยชาติในด้านวัตถุให้เพลาลง ตรงกันข้ามศิลปะซึ่งเป็นเช่นเดียวกับศาสนาบรรดาลให้มนุษย์มีมโนคติอันสูงส่งประสิทธิ์ประสาทสิ่งสะเทือนใจให้ช่วยขัดเกลาวิญญาณและจิตใจมนุษย์ให้ประณีตขึ้น เมื่อกล่าวถึงศิลปะ เราหมายถึง ดนตรี วรรณคดี สถาปัตยกรรม จิตรกรรมและ ประติมากรรม อันมีประจักษ์การอยู่หลายสถาน และโดยเหตุที่ ศิลปะบริสุทธิ์นั้นมิได้ขึ้นอยู่กับการแสวงผลใด ๆ อันเป็นไปในทางแข่งขันชิงดีกัน ฉะนั้นศิลปะบริสุทธิ์จึงเป็นสมบัติของโลกโดยแท้จริงศิลปะบริสุทธิ์มีความหมายที่จะให้มนุษยชาติรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ จริงที่เดียวเมื่อเราได้ชมงานศิลปะชั้นเยี่ยมของอิตาเลียนยุคฟื้นฟู ( RENAISSANCE ) เราย่อมจะรู้สึกเห็นอกเห็นใจชาวอิตาเลียน เมื่อเราฟังดนตรีของเยอรมัน เราก็รู้สึกรักชาวเยอรมันเช่นเดียวกัน เมื่อเราได้เห็นภาพเขียนอันน่าอัศจรรย์ของชาวอินเดียที่ถ้ำอะชันตะ หรือ ดู ศิลปะของจีน หรือ ของญี่ปุ่นก็ตามหรือได้อ่านวรรณกรรมของชนชาติเหล่านั้น ความรู้สึกเป็นญาติพี่น้องร่วมวงศ์ตระกูลเดียวกันย่อมบังเกิดขึ้นแก่เรา นี้เป็นความจริงอันถูกต้องเพราะการแสดงออกทางศิลปะนั้นขึ้นอยู่กับจิตใจและจิตใจของมนุษย์ก็หามีขอบเขตกีดกั้นไว้ด้วยการเมืองและเชื้อชาติไม่ ศิลปะย่อมแยกอยู่ต่างหากจากความชั่วร้ายในดวงจิตของคนเรา ที่เกี่ยวข้องอยู่กับวัตถุจนแม้ระหว่างสงคราม เมื่อสัญชาติญาณอันต่ำทรามที่สุดของมนุษย์มีอำนาจบงการสัมปชัญญะทั้งมวลของมนุษย์ได้ ศิลปะก็ยังคงอยู่ได้โดยมิได้ถูกสิ่งร้ายกาจเหล่านี้เข้ามาพ่องพานเลยด้วยเหตุนี้ใคร ๆ ที่คิดว่าศิลปะเป็นผลิตผลของคนไร้สติบางจำพวกเขาผ้นั้นเป็นคนไร้ความคิด หรือไม่ เขาก็ยังไม่พ้นจากสัญชาติญาณอันป่าเถื่อน โดการที่เขาวินิจฉัยเอาว่า คนเราเป็นคนอยู่ได้ก็เพียงแต่ทางรูปกายและความหฤหรรษ์ทางกายเท่านั้นศิลปะย่อมมีผลบังคับจิตใจมากมาย

Tags:
Posted in ศิลปกรรม, หมวดทั่วไป | 2 Comments »