เริ่มเรื่องของศิลปะ

ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาตินั้นปรากฏว่ามีอยู่หลายสมัยที่พุทธิปัญญาของมนุษย์ไม่มีความสูงส่งแต่ทว่ามีกำลังจิตเข้มแข็ง มีบางสมัยที่มนุษย์มีความเจริญก้าวหน้าอย่างใหญ่หลวง แต่มนุษย์กลับสูญเสียความเข้มแข็งทางด้านกำลังจิตไป ในยุคเรานี้ จะเห็นได้ว่าสมองของมนุษย์ได้สร้างความสำเร็จในกิจการต่าง ๆ อย่างน่าชื่นชม แต่เมื่อพิจารณาในแง่ความก้าวหน้าทางจิตใจแล้ว เรายังอยู่ในระดับต่ำมาก มนุษย์ได้ค้นพบพลังงานปรมาณู ส่งดาวเทียมขึ้นไปสู่ห้วงอวกาศ และได้บรรลุทางความเร็ว อันน่าตื่นใจด้วยเครื่องจักรกล สิ่งมหัศจรรย์ทั้งหลาย ซึ่งเกิดจากพละกำลังและความรุนแรงอันมหาศาล แท่นที่จะให้ความอภิรมย์ กลับบทขยี้จิตใจของเราลงไป

ชีวิตได้กลายเป็นสิ่งปราศจากเนื้อหา และดูเหมือนว่าประเทศยิ่งเจริญขึ้นเท่าใดประชาชนพลเมืองก็ยิ่งทำงานหนักเพื่อชดใช้มวลแห่งความต้องการอันเป็นสิ่งเทียมมากขึ้นเท่านั้น ตั้งแต่เช้าจนค่ำประสาทของเราเต็มไปด้วยความเคร่งเครียดไม่เคยผ่อนคลาย มิฉะนั้นก็หาไม่พอใช้พอกิน เราว้าวุ่นมากจนวันหนึ่ง ๆ ไม่มีเวลาแหงนดูฟ้าว่ามีเมฆแจ่มใส เราผละหนีจากธรรมชาติอันเป็นดุจมารดาที่ให้แต่สิ่งดีสิ่งงามแก่ชีวิตของเราไปอย่างผิดทาง ก็เพื่อที่จะสร้างโลกแห่งความหวาดกลัวและความเกลียดชัง สิ่งที่ร้ายที่สุดก็คือเจ้าลัทธินิยมวัตถุอันน่าพรั่นพรึงนั้นกำลังข่มขู่มนุษย์ทุกรูปทุกนามไปทุกหนทุกแห่ง
ปัจจุบันนี้มนุษย์พากันคิดว่าอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่กอรปด้วยความเมตตาสงสารรักใคร่ซึ่งกันและกันนั้นเป็นสิ่งที่ผิดมนุษย์ได้รับการสอนให้เป็นผู้ปราศจากความเมตตาปราณี ให้มีแต่ความโลภหลงและยึดวัตถุเป็นที่ตั้ง
การจะสร้างแนวต่อต้านลัทธิวัตถุนิยมนั้น ก็ต้องอาศัยหลักสำคัญ 2 ประการคือ หลักธรรมอันบริสุทธิ์ทางศาสนา ประการหนึ่ง และ ศิลปะ อีกประการ แท้จริงนั้นจากประจักษ์การทั้งหลายแหล่ ศิลปะก็คืออาหารของจิตใจและพุทธิปัญญาของมนุษย์เรา ไม่ว่าจะเป็น วรรณกรรม ดนตรี จิตรกรรม ประติมากรรม และมัณฑนศิลป์ เราจะได้ประสบแต่ความสงบ เยือกเย็น เพลิดเพลินเจริญใจ และเป็นบ่อเกิดความหวังอันสูงส่ง ศิลปะทำให้เราเป็นคนดี รักใคร่ซึ่งกันและกัน ทำให้เรามีภาวะเป็นมนุษย์ที่แท้จริงฉะนั้นศิลปะจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะขาดเสียไม่ได้ สำหรับชีวิตที่มีวัฒนธรรมมีคำกล่าวเป็นสามัญว่า มนุษย์นั้นประกอบเป็นตนขึ้นได้ก็ด้วยมีร่างกายและใจ ร่างกายอาศัยสิ่งมีรูปร่างเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ส่วนใจก็มีอาหารของใจเป็นเครื่องหล่อเลี้ยง ได้แก่ ศาสนา ความรู้อย่างทั่ว ๆไป และศิลปะ ว่ากันโดยเฉพาะศาสนา ถ้าขาดความรู้ก็ก่อให้เกิดคติความเชื่อที่งมงาย เป็นไปตรงข้ามกับคติธรรมที่สูงไม่ว่าจะเป็นคติอันใด ความรู้ถ้าขาดสิ่งซึ่งค้ำจุนจิตใจ ก็ก่อให้เกิดคติความเชื่อทางวัตถุธรรมว่ามีและเป็นที่สุดเพียงนั้น ( โลกายัต ) สะพานซึ่งเชื่อมคติความเชื่อทางวัตถุนี้กับทางจิตใจให้ติดต่อถึงกันได้คือ ศิลปะ เพราะผู้ใดเข้าใจและรู้คุณค่าของศิลปะแล้ว ผู้นั้นก็เข้าถึงสิ่งซึ่งเป็นอนันตะคือ พรหม สามารถรู้ได้อย่างแน่แก่ใจถึงความสุขที่แท้จริง ( นิรามิสสุข )
มนุษย์อาจได้รับความบันเทิงใจเพราะมั่งมีทรัพย์สิน หรือเป็นที่รักที่เมตตาแก่เพื่อนผู้เป็นสหาย หรือ อาจรู้สึกว่ามีความสุขมากเพราะมีฐานะสูงในสังคม แต่ความสุขชนิดนี้เป็นความสุขที่เห็นแก่ตัว และเป็นปัจจัยอันก่อให้เกิดคติถือตนเป็นที่ตั้ง เพราะไม่อยากให้เพื่อนร่วมเกิดได้รับส่วนในความรัก ความเมตตาที่ตนได้รับอยู่ไม่อยากให้ใครร่วมใช้ในทรัพย์สินของตน และไม่อยากให้ใครมีส่วนร่วมฐานะสูงในสังคมซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของตน แต่เมื่อว่าทางศิลปะแล้ว ก็เป็นเรื่องที่อยู่ตรงกันข้ามกับที่กล่าวมาแล้วนี้ ความจริงเมื่อเราฟังเสียงดนตรีที่ไพเราะ อ่านหนังสือที่ประพันธ์ดีหรือดูภาพจิตรกรรมที่งดงามจะรู้สึกโดยไม่รู้ตัว อยากให้ผู้อื่นได้ร่วมอารมณ์ให้สะเทือนใจไปกับเราด้วย และยิ่งไปกว่านี้เรายังปรารถนาให้บุคคลเหล่านั้นได้ฟัง ได้อ่าน หรือ ได้ดูศิลปกรรมอย่างเดียวกับเรา ทั้งนี้ก็เพราะว่าถ้ามีความรู้สึกเห็นคุณค่าของศิลปะร่วมกันย่อมเพิ่มความสุขความสบายใจให้แก่เรายิ่งขึ้น เพราะเหตุดังนี้ ศิลปะจึงเป็นปัจจัยนี่เอง ที่สนับสนุนความสัมพันธ์อย่างเห็นอกเห็นใจกันในระหว่างเพื่อนมนุษย์ และอำนวยความสุข ความบันเทิงที่แท้จริงและถาวร แก่มนุษยชาติ อันที่จริง ศาสนา ก็ให้ความสุขซึ่งไม่ถือตนเป็นที่ตั้งแก่เราเหมือนกัน แต่ความสุขที่มีสันโดษทางจิตใจนี้ ย่อมมีอยู่ตามส่วนสัมพันธ์กับความรู้สึกที่ดี-ชั่วของเรา เพราะเป็นเรื่องของแต่ละบุคคล กล่าวคือเป็นความรู้สึกภายในตัวเรารู้สึกอย่างไรก็อย่างนั้นไม่มีผันแปร แต่เรื่องอารมณ์ให้สะเทือนใจที่เกิดจากศิลปะมีแปลก ๆ ต่าง ๆ ไม่มีขอบเขตเป็นที่สุด และเป็นความรู้สึกที่มาจากภายนอกตัวเราและเราจะเกิดมีอารมณ์ให้สะเทือนใจได้แค่ไหนก็แล้วแต่ลักษณะของศิลปกรรมที่มากระทบความรู้สึกของเรา แต่ทว่าศิลปะนั้นเราจะรู้สึกเห็นคุณค่าด้วยตนเองไม่ได้ นอกจากจะได้รับการอบรมทางจิตใจของเราให้เข้าใจเพราะด้วยเหตุดังนี้ นานาอารยประเทศแทบทั้งหมดจึงให้เด็ก ๆ ในชาติของเขาได้รับการศึกษาอบรมทางสุนทรียะ ที่ในภาษาฝรั่งเรียกว่า AESTHETIC EDUCATION มาตั้งแต่อายุยังน้อยขณะแรกเริ่มรับการศึกษาเล่าเรียนเพื่อปลูกฝังจิตใจให้รู้จักรักความงาม ความไพเราะตั้งแต่เล็ก
อาจมีบางท่านตั้งกระทู้ถามว่าการศึกษาอบรมอย่างนี้เป็นสิ่งจำเป็นต่อประเทศชาติหรือไม่ การสร้างศิลปะและความนิยมชมชอบศิลปะจะเป็นคุณประโยชน์ใช้งานใช้การอะไรให้แก่คนได้บ้าง ถ้าว่าถึงประเทศไทยก็จะตอบคำถามเหล่านี้โดยยกตัวอย่างมาชี้ให้เห็นได้เป็นจำนวนพัน ๆคือที่วัดวาอารามที่พระพุทธรูป ที่ภาพจิตรกรรม และศิลปกรรมอย่างอื่น ๆ ซึ่งบรรพบุรุษของไทยได้มอบไว้ให้เป็นมรดกแก่ชาติ นับเป็นเวลามาตั้งพันปีแล้ว ศิลปะในสมัยอดีตย่อมสำแดงให้เห็นเป็นพยานอยู่ในพระศาสนา ในวัฒนธรรม และในความเป็นบัณฑิตของชนชาติไทย แต่ถ้าเราจะคิดเห็นเหมือนเช่นที่บางคนคิดเห็นว่าศิลปะเป็นเรืองเล่นสนุกในเวลาว่าง ไม่มีคุณประโยชน์อะไรแก่การครองชีพ ถ้าเป็นเช่นนั้นจริง ปู่ย่า ตายายของเราคงไม่จำเป็นต้องมีวัฒนธรรมอะไร ยิ่งไปกว่าการทำไร่ไถนาเพื่อเลี้ยงชีพทางกาย ทำแล้วกิน กินทั้งข้าวและเหล้าพอให้เมาแล้วก็เข้านอน และบางครั้งบางคราว ก็ต้องคอยป้องกันตนให้พ้นภัยจากศัตรูมารบกวน แต่บุคคลที่เห็นว่าศิลปะเป็นของฟุ่มเฟือย จะรู้สึกเห็นว่าน่าประหลาดหนักหนาที่ ปู่ย่าตายายของเรามีความคิดเห็นในเรื่องความเป็นอยู่แห่งชีวิต สูงไปกว่าเรื่อง กิน ๆ นอน ๆ และเรื่องสืบพันธ์ คือเห็นความจำเป็นที่ต้องสร้างวัดวาอารามงาม ๆ แล้วประดับประดาด้วยภาพจิตรกรรมและเครื่องตกแต่งที่งดงาม รู้สึกถึงความจำเป็นที่ต้องสร้างพระพุทธรูปไว้กราบไหว้ เพื่อเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวทางใจให้ระลึกถึงพระคุณและพระธรรมของพระองค์ ชโลมเลี้ยงน้ำใจของตนให้ยึดมั่นอยู่ในคุณงามความดี ปู่ย่า ตายายของเราเห็นเป็นความจำเป็นที่ต้องมีเสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับตกแต่งอลังการอันงาม ซึ่งใครที่เป็นนักเลงสะสมศิลปวัตถุเมื่อได้เห็นแล้วก็ประหลาดใจ ครั้งกระโน้นนาฏศิลป์และวรรณคดีของชาติไทยได้บรรลุถึงศิลปะชั้นเยี่ยมหรือที่เรียกในภาษาฝรั่งว่า ถึงชั้นคลาสสิค การผลิตการสร้างศิลปกรรมอย่างมากมายในสมัยก่อน เป็นองค์พยานอย่างแจ่มแจ้งและเป็นอย่างดีสำหรับชี้และตอบเหล่าบรรดาท่านที่ไม่เขาใจความสำคัญของศิลปะไม่เห็นประโยชน์แห่งการศึกษาอบรมทางศิลปะในสมัยปัจจุบันและการเผยแพร่ศิลปะของไทย เพื่อให้บุคคลไม่ว่าใครได้รู้ค่าและรู้รสที่ดีของศิลปะ
ถ้าปฏิเสธความมีประโยชน์ของศิลปะ ก็เท่ากับปฏิเสธสิ่งสูงสิ่งที่ดีงามเสียทุกอย่างเท่ากับปฏิเสธศาสนา ความศรัทธา ความรัก ความเมตตาเท่าปิดตาของตนเองต่อความงามของธรรมชาติ ลดระดับฐานะของตนให้เท่ากับสัตว์ที่ต่ำกว่าตน แต่อนิจจา ร้ายไปยิ่งกว่านั้นอีก เพราะสัตว์ยังรู้จักรักสวยรักงามและชอบเสียงประสานเสียงไพเราะหรือกล่าวโดยย่อคือ รู้ค่าแห่งความงามนี้ก็เป็นธรรมดาอันแท้จริงของธรรมชาติ เพราะไม่ว่าสิ่งใดในสากลจักรวาลย่อมอยู่ภายใต้กฎแห่งความมีระเบียบเรียบร้อยและความงามอยู่เสมอ และทุกสิ่งทุกอย่างจะต้องประสานเข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างสมบูรณ์ดั่งที่เรียกกันว่าเป็นเอกภาพ และโดยเหตุที่คนก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติจึงมีความรู้สึกโดยสัญชาตญาณ รู้ค่าแห่งสิ่งงาม และอาศัยกำลังความสามารถของตนทั้งในทางความคิดและความรู้สึก คนจึงสามารถประดับประดาและแวดล้อมตนเองได้ด้วย ศิลปะ ซึ่งนำความสุขความบันเทิงมาให้ตน ช่วยยกจิตใจตนขึ้นสู่สภาพที่สูงเหนือสัตว์ทั่งหลาย
ในประเทศไทยความเจริญก้าวหน้าอย่างเคร่งเครียด และขาดลงห้วน ๆ แห่งการสืบต่อในทางเศรษฐกิจ การเมือง การพาณิชย์และการอุตสาหกรรม ย่อมลบล้างศิลปะเสียสิ้น ประชานครที่มีการศึกษาดีเป็นส่วนมากก็มุ่งที่จะให้ประเทศชาติมีความเจริญ แต่คิดไปในแง่ธุรกิจเท่านั้น และเห็นว่าการอุดหนุนจุนเจือศิลปะ เป็นการใช้จ่ายคล้ายกับเป็นของฟุ่มเฟือยไม่จำเป็น รอไว้จนกว่าจะจัดแจงเรื่องการเมืองและทางเศรษฐกิจซึ่งจำเป็นและเร่งด่วนให้เรียบร้อยเป็นปรกติก่อนก็ได้ ตรงนี้เองเป็นการแปลความหมายผิดในหน้าที่ของศิลปะซึ่งมีส่วนแห่งความก้าวหน้าของประชาชน เพราะความจริงศิลปะนั้นมีความหมายไปในทางทำให้เกิดปัญญาความรอบรู้ หรือที่เรียกเป็นคำใหม่ว่า พุทธิปัญญาก้าวหน้า ศิลปะมีความหมายที่จะยกตัวเราให้สู่มาตรฐานเท่าเทียมนานาอารยชนชาติอื่น ๆ และยืนหยัดได้เสมอบ่าเสมอไหล่ในระดับเดียวกัน ศิลปะมีความหมาย คือการกระทำความประพฤติและความคิดอ่านให้ดีขึ้นเพราะว่าเราอาจรู้ค่าแห่งความงาม และความงามก็คือความดีนั่นเองในภาษาไทยจึงใช้คำว่า ดีงาม หรือคุณงามความดีควบคู่กันไป

ปราชญ์ท่านกล่าวไว้ นานมาแล้ว………………..ว่า
ที่ไหนเป็นที่ตั้งของความดี
ที่นั่นเป็นที่ตั้งของความงาม
ที่ไหนเป็นที่ตั้งของความงาม
ที่นั้นเป็นที่ตั้งของความดี
กล่าวให้ง่ายก็คือ ความดี กับ ความงาม คืออันเดียวกัน
ความงามเกิดขึ้นได้ ด้วยการกระทำของคน
บุคคลผู้สร้างสรรค์ความงาม จะต้องเป็นคนดี
คนทรามนั้น……………………
จะหาญมาเป็นผู้สร้างความงามหาได้ไม่…….

อมตพจน์ ของ อาจารย์ เฟื้อ หริพิทักษ์

Comments are closed.