นับแต่อดีต โบราณมา มีเรื่องบันทึก และ เล่าขานมากมายเกี่ยวกับปลา และมันก็มีหลายชนิด หลายสายพันธุ์ แต่ทั้งหมดก็มักจะอาศัยอยู่ในน้ำ ซึ่งเสมือนโลกของมัน ที่เป็นสถานที่เคลื่อนกาย เหมือนเหาะเหินได้ตามชอบ มันมีเครื่องมือ หรือ ที่เราเรียกกันว่า อวัยวะ สำหรับใช้ในการเคลื่อนไหว ก็คือหาง และมี ครีบต่าง ๆ ใช้สำหรับทรงตัวให้ดูดีด้วย มันมีวิวัฒนาการของการเคลื่อนไหวมายาวนาน และก็ส่งผลให้แสดงเห็นถึงความสง่างาม ไม่ว่าจะเป็น สันกระโดงครีบ หัวที่เพรียว หางที่พลิ้วไหว หากมองด้วยความเป็นศิลปะแล้ว ลักษณะของมันจะมีทิศทางของเส้นสายที่งดงามอยู่เอาการ คติความเชื่อ และ ปรัชญาเกี่ยวกับปลา ก็หาน้อยไปกว่าความงามของมัน ………..บ้างก็ถือว่า ปลานั้นเป็นสัญญาลักษณ์ของความสุข และ ประโยชน์สุข เป็นสัตว์ที่ลืมตาอยู่ตลอดเวลาเสมอ ดังนั้นจึงถือเอาว่า ดวงตาที่เปิดกว้างอยู่ตลอดเวลานั้น เพื่อระมัดระวังภัย มิให้ความชั่วร้ายเข้ามากล้ำกลายในชีวิต ซึ่งตาแรกหมายถึง สติให้ความหมายในทางการระลึกได้ ยับยั้งชั่งใจได้ ตาที่สอง หมายถึง สัมปชัญญะ คือความรู้เท่าทันเหตุอันเป็นไป ชาวญี่ปุ่น ก็ให้ความหมายของปลาเป็นตัวแทนสัญญาลักษณ์ของความสมบูรณ์ และแข็งแรง หากพื้นน้ำแห่งใดมีปลา [...]
ก็อยากจะนำเสนอการหลอมโลหะ และการหล่อโลหะแบบง่ายๆ ที่สามารถหาวัตดุอุปกรณ์ ไม่ยาก เพื่อการสร้างสรรค์ ในรูปแบบงานอดิเรก และสามารถพัฒนาไปเป็นแบบอาชีพได้ และโดยการนำเสนอเพื่อความรู้นี้ ก็ขอทำเป็นรูปแบบนำเสนอจากภาพที่ได้ปฏิบัตงานจริงมาให้ศึกษา อาจมีการสลับขั้นตอนบางขั้นตอนบางก็ขอให้ผู้ศึกษาและติดตามลองปะติดปะต่อกัน หากติดขัดหรือไม่เข้าใจประการใด ก็สอบถามได้ ทุก ๆ เรื่องครับ อธิบายภาพ 1.เตาหลอม เป็นเตาที่สร้างขึ้น โดยใช้สังกะสี แผ่นหนาตัดตามขนาดแล้วใช้รีเวตเย็บติด ให้ได้ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ต้องการ ส่วนผสมโปรดติดตาม ภาคปฏิบัติต่อไป 2.เ้บ้าหลอม เป็นเบาชนิดดินอัด ขนาดจุโลหะได้ประมาณ 5 กิโลกรัมบางที่ก็เรียกเบ้า 5 กิโลกรับ มีความคงทนระดับหนึ่งหาซื้อสำเร็จได้ตามร้านขายอุกรณ์การหล่อโลหะ หรือติดต่อทางweb korkarn 3. หัวพ่นไฟ ใช้สำหรับให้ความร้อน ที่มีอุณหภูมิฉับพลัน ที่ใช้อยู่ก็ให้ความร้อนได้ประมาณ 600 – 1,000 C. 4.ฝาปิดเตา เป็นส่วนผสมเดียวกับ เตาหลอม 5.คีมถอนเบ้าเป็นคีมเหล็ก ที่ใช้สำหรับยกเบ้าออกจากเตาเพื่อนำมาว่างบนคีมเท 6.คีมเท บ้างก็เป็นเหมือนคีม หรือ ก็มีลักษณเป็นเหล็กวงกลม ไว้รัด และประคองเ้บ้า 7.โบราณเรียก เหล็กกระทุ้งเบ้า [...]
หลังจากที่พระบรมโพธิสัตร์ได้บรรลุอนุตรสัมมาโพธิญาณ ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ประทับ เสวยวิมุตติสุข ( สุขที่เกิดจากการหลุดพ้น ) ณ ใต้ร่มต้นพระศรีมหาโพธิ์ ๗ วัน จากนั้นทรงเสด็จไปทรง ยืนอยู่กลางแจ้ง ทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ทรงทำอุปหาร คือยืนทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิ์ เป็นเวลา ๗ วัน โดยไม่กระพริบพระเนตรเลย เพื่อบูชาต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ ที่เสด็จมาทรงยืนทอดพระเนตรต้นพระศรีมหาโพธิ์นั้น ได้นามว่า อนิมิสเจดียสถาน คาถาบูชา อุเทตะยัญจักขุมา เอกะราชา หะริสสะวัณโณ ปะฐะวิปปะภาโส ตัง ตัง นะมัสสามิ หะริสสะวัณณัง ปะฐะวิปปะภาสัง ตะยัชชะ คุตตา วิหะเรมุ ทิวะสัง เย พราหมะณา เวทะคุ สัพพะธัมเม เต เม นะโม เต จะ มัง ปะลายันตุ นะมัตถุ พุทธานัง นะมัตถุ โพธิยา นะโม [...]
ก็จะเริ่มกล่าวถึงเรื่องการหล่อยอดพระเกตุซึงเป็นทองเหลืองปริมาตรตัน ด้วยเทคนิค การอัดพิมพ์ทราย { Green sand } เริ่มต้นก็คงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า รูปทรงที่จะนำมาหล่อถอดแบบ มีลักษณะอย่างไร ซึ่งในตอนนี้ ผมจะขอนำแบบรูปทรงของยอดพระเกตุ ซึ่งเป็นลักษณะ รูปทรงที่สามารถแบ่งกึ่งกลางออกเป็น สองส่วนเท่ากัน และด้านแต่ละด้าน ที่แบ่งกึ่งกลางแล้ว ไม่มีอุปสรรค ในการล็อก หรือ ขบกับพิมพ์ ของแต่ละด้าน เนื่องด้วยเมื่อ แกะต้นแบบออกจากแม่พิมพ์ทรายแล้ว จะไม่ทำให้พิมพ์เสียหาย
เป็นพระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ ( นั่ง ) ขัดสมาธิพระหัตถ์ทั้งสองวางหงายซ้อนกันบนพระเพลา ( ตัก ) พระหัตถ์ขวาซ้อนทับพระหัตถ์ซ้าย เหมือนปางสมาธิ แต่มีพญานาคขนดร่างเป็นวงกลมเป็นพุทธบังลังก์ และแผ่พังพานปกคลุมอยู่เหนือพระเศียร เมื่อครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกจากใต้ต้นไทร เสด็จไปประทับที่ใต้ต้นจิก ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ฝนเจือลมหนาวตกพร่ำอยู่ตลอด ๗ วันไม่ขาดสาย พระยานาคราช นามว่า มุจลินท์ ราชาแห่งนาคพิภพได้ขึ้นจากใต้บาดาลขนดกายเป็นพุทธบัลลังก์ แล้วแผ่พังพานเหมือนกั้นเศวตฉัตรถวายแด่ พระพุทธองค์ ปกป้องไม่ให้ฝน ลมฝน ยุง เหลือบ ริ้น ไร และสัตว์เลื้อยคลานมาต้องพระวรกาย เมื่อฝนหยุด พญานาคราชจึงจำแลงกายเป็นชายหนุ่มมาถวายนมัสการต่อพระองค์ คำกล่าวบูชา ยะโตหัง ภะคินี อะริยายะ ชาติยา ชาโต นาภิชา นามิ สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตา เตนะ สัจเจนะ โสตถิ เต โหตุ โสตถิ คัพภัสสะ
เป็นพระพุทธรูปอยู่ในพระอิริยาบถประทับ (นั่ง) ขัดสมาธิพระหัตถ์ทั้งสองวางหงายซ้อนกันบนพระเพลา (ตัก) พระหัตถ์ขวาซ้อนทับพระหัตถ์ซ้าย เหมือนปางสมาธิ แต่มีพญานาคขนดร่างเป็นวงกลมเป็นพุทธบังลังก์ และแผ่พังพานปกคลุมอยู่เหนือพระเศียร เมื่อครั้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จออกจากใต้ต้นไทร เสด็จไปประทับที่ใต้ต้นจิก ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของต้นพระศรีมหาโพธิ์ ฝนเจือลมหนาวตกพร่ำอยู่ตลอด ๗ วันไม่ขาดสาย พระยานาคราช นามว่า มุจลินท์ ราชาแห่งนาคพิภพได้ขึ้นจากใต้บาดาลขนดกายเป็นพุทธบัลลังก์ แล้วแผ่พังพานเหมือนกั้นเศวตฉัตรถวายแด่พระพุทธองค์ปกป้องไม่ให้ฝน ลมฝน ยุง เหลือบ ริ้น ไร และสัตว์เลื้อยคลานมาต้องพระวรกาย เมื่อฝนหยุดพญานาคราชจึงจำแลงกายเป็นชายหนุ่มมาถวายนมัสการต่อพระองค์
พระนารายณ์ ปางนี้สร้างขึ้น เพื่อสถิต ณ เทวาลัย นครชัยศรี เป็นความต้องการของ ท่านพัชรินทร์ ผู้ศรัทธา ในการคารวะองค์เทพ ที่ท่านนับถือ ท่านได้ติดต่อให้ช่วยออกแบบ และกำหนดรายละเอียด โดยมีเจตนาในการอันเชิญบรมเทพ ท่านนี้ เป็นประธานในเทวาลัย ที่ท่านพัชรินทร์ได้กำหนดสร้างขึ้น ด้วยเจตนานี้ ผมจึงได้ทำการออกแบบ และ ปั้นหล่อ ตามหลักการ ที่ได้ศึกษามา โดยนำแนวความคิด เรื่องบารมี เป็นหลักในการออกแบบ ภาคแรงบันดาลใจ เป็นเรื่องที่น่าขบคิดถึงความเป็นมาอยู่ไม่น้อย ต่อแรงความคิดที่ได้นำมาประติดประต่อในเกิดเป็นภาพลักษณแห่งประติมากรรมรูปเคารพ โดยมีจุดนำพาจากแรงศรัทธาจนทำให้เกิดจิตนภาพเป็นรูปแบบรูปทรงแห่งองค์พระนารายณ์ กษัตริย์แห่งเทพ ภาคการรังสรรค์ การจำลองรูปแบบทางความคิด โดยการเขียนภาพจากความคิด( saketch) เป็นภาพร่างที่จะเป็นก้าวแรกของการปั้น ผมเลือกดินเหนียว ในการถ่ายทอดรูปทรงที่จินตนาการออกมา แล้วทำการถอดแบบพิมพ์ ด้วยปูนพลาสเตอร์ เสร็จแล้ว ทำการหล่อขี้ผึ้ง (wax) เพื่อให้สะดวกในการใส่รายละเอียด ด้วยขนาดที่ใหญ่ และมีน้ำหนักมาก จึงต้องวางแผน ในการทำโครงผูกเหล็กอย่างรัดกุม ภาคเพิ่มรายละเอียด จากดิน [...]